
หากเอ่ยชื่อ “ไร่อ้อยคำพา” ในจังหวัดสุพรรณบุรี เชื่อว่าหลายคนในแวดวงชาวไร่อ้อยคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะนี่คือครอบครัวเกษตรกรที่ผูกพันกับอาชีพปลูกอ้อยมาอย่างยาวนานกว่า 39 ปี เติบโตจากผลผลิตเพียง 2,000 ตัน สู่หลักหลายหมื่นตันในปัจจุบัน และยังคงส่งต่อไฟแห่งความมุ่งมั่นไปสู่ทายาทรุ่นใหม่อย่างภาคภูมิใจ
“ผมทำไร่อ้อยมาตั้งแต่อายุ 18 ปี จนวันนี้อายุ 57 แล้วครับ กว่า 39 ปีที่คลุกคลีอยู่กับอาชีพนี้ มันไม่ง่าย แต่ถ้าใจเราผูกพันจริง ๆ เราก็เดินต่อไปได้”
คำบอกเล่าพร้อมรอยยิ้มของ คุณอภินันท์ คำพา สะท้อนทั้งความสุข ความจริงใจ และความมั่นคงในหลักการ เขาคือชาวไร่อ้อยรุ่นเก๋าที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค เริ่มต้นจากผลผลิตเพียง 2,000 ตัน จนขยับขึ้นสู่ 66,550 ตันในวันนี้ และยังไม่หยุดพัฒนา
เบื้องหลังความสำเร็จคือ แม่ประยูร น้ำทิพย์ ภรรยาคู่ชีวิต ผู้เป็น “ช้างเท้าหลัง” ที่แข็งแรงไม่แพ้กัน คอยดูแลครอบครัวและสนับสนุนงานหลังบ้านอย่างมั่นคง เพื่อให้สามีและลูก ๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างเต็มกำลัง
หลักคิดที่คุณอภินันท์ยึดถือเสมอคือ
“ดินดี ถูกที่ ถูกเวลา นับหนึ่งแล้วต้องทำให้เต็มที่”
จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ เขาบริหารจัดการไร่อ้อยด้วยความมุ่งมั่น เปิดรับการเปลี่ยนแปลง และพร้อมเรียนรู้วิธีใหม่ ๆ เพื่อให้อาชีพนี้ยั่งยืน นำแนวคิด มิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม มาปรับใช้จริง ตั้งแต่การเตรียมแปลงให้เครื่องจักรทำงานได้สะดวก
มีการปรับระยะปลูกจากร่องแคบเป็นระยะมาตรฐาน แม้ในช่วงแรกจะกังวลเรื่องพื้นที่ แต่เมื่อทดลองทำกลับพบว่าคุ้มค่าและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตอย่างชัดเจน พร้อมลดการพึ่งพาแรงงานจากเดิมกว่า 200 คน เหลือเพียงประมาณ 70 คน ด้วยการใช้รถตัดอ้อยและเครื่องจักรกลสมัยใหม่
“แรงงานทุกวันนี้ไม่มีทางเพิ่ม มีแต่จะลดลง เราก็ต้องหาวิธีจัดการ ถ้าอนาคตไม่มีแรงงานเลย เราก็ใช้เครื่องมือแทน เหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้”
ทัศนคตินี้เองที่ทำให้ไร่อ้อยคำพายังคงยืนหยัดและก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง
ครอบครัวคำพาเชื่อว่า หากต้องการให้ไร่อ้อยก้าวทันโลก ต้องกล้าปรับ กล้าลงทุน และไม่หยุดพัฒนา โดยเดินหน้าปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ความต้องการของโรงงาน และสภาพพื้นที่จริง
ผลผลิตปี 2566/67 อยู่ที่ 66,550 ตัน ค่าความหวานเฉลี่ย 10.66 C.C.S. และตั้งเป้าเพิ่มอ้อยรถตัดจาก 15,000 ตัน เป็น 25,000 ตัน ในปี 2567/68 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,711 ไร่ หรือประมาณ 75% ของพื้นที่ทั้งหมด
นอกเหนือจากเทคโนโลยี อีกหนึ่งสิ่งที่คุณอภินันท์ภาคภูมิใจคือการบริหารคน เขามองว่าลูกน้องคือครอบครัวเดียวกัน
“มีลูกน้องดี มีชัยไปกว่าครึ่ง”
เขาพยายามจัดสรรงานและอุปกรณ์ให้ลูกน้องมีรายได้ต่อเนื่อง สามารถดูแลครอบครัวได้อย่างมั่นคง เพื่อให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้บริหารมิตรผล ที่คอยสนับสนุนและเป็นแบบอย่างมาโดยตลอด
สิ่งที่ทำให้คุณอภินันท์มั่นใจในการส่งต่อ คือการได้เห็นลูก ๆ ก้าวเข้ามารับไม้ต่อ
เบลล์ – นายปริญญา คำพา วัย 25 ปี แม้จบการศึกษาเพียงระดับ ม.3 แต่มีประสบการณ์ในไร่อ้อยมากกว่า 8 ปี ดูแลรถตัด รถไถ และงานภาคสนามทั้งหมด ยึดคติ “เรียนรู้และทดลองอย่างต่อเนื่อง”
เมย์ – นางสาววรัญญา คำพา อายุ 33 ปี จบปริญญาตรีด้านการจัดการ ทายาทคนโตของครอบครัว รับผิดชอบงานบัญชี เอกสาร การตรวจไร่ ดูแลพนักงาน และประสานงานต่าง ๆ
ทั้งสองมองไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ ตั้งใจนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น โดรนและเครื่องจักรที่ทันสมัย มาใช้ทดแทนแรงงาน เพื่อให้ไร่อ้อยเดินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
คุณอภินันท์ฝากข้อคิดถึงชาวไร่คนอื่น ๆ ว่า
“พนักงานคนไหนก็แทนครอบครัวเราไม่ได้ คนที่ทำได้ดีที่สุดคือลูกหลานของเราเอง”
จากวันแรกที่เริ่มต้นด้วยอ้อยเพียง 2,000 ตัน สู่วันนี้ที่เติบโตเป็นหลักหลายหมื่นตัน ครอบครัวคำพาคือภาพสะท้อนของความสำเร็จที่เกิดจากการ ยืนหยัด พัฒนา และไม่ยอมแพ้
เพราะสำหรับครอบครัวคำพา
ไร่อ้อยไม่ใช่แค่อาชีพ แต่คือชีวิต ความผูกพัน และตำนานแห่งความภาคภูมิใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ที่มา : วารสารมิตรชาวไร่